หัวข้อของบทความนี้อาจทำให้งงได้ เพราะทำให้เกิดความสงสัยว่า ในเมื่อนมเปรี้ยวสามารถจะช่วยแก้ไขปัญหาท้องผูกได้ เหตุใดจึงยังสามารถแก้ไขปัญหาท้องเสียได้ด้วย ซึ่งเป็นอาการที่ตรงข้ามกัน แต่หัวข้อนี้ไม่ผิด นมเปรี้ยวมีคุณสมบัติเช่นนี้จริง ๆ เพียงแต่ไม่สามารถรักษาปัญหาท้องผูกได้ทุกคน และก็ไม่สามารถรักษาปัญหาท้องเสียได้ทุกกรณี

นม, นมเปรี้ยว

คราวนี้เรามาดูกันในส่วนประกอบว่า นมเปรี้ยวนั้นส่วนใหญ่มีอะไรบ้าง นมเปรี้ยวเกิดจากการหมักนมขาดมันเนย ด้วยแบคทีเรียที่ดี 2 ชนิด คือ Lactobacilli และ Streptococcus thermophilus ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่พบได้เป็นจำนวนมากในลำไส้ใหญ่ของทุกคน โดยเฉพาะในคนที่ดื่มนมเป็นประจำ เมื่อหมักนมวัวนี้ด้วยแบคทีเรียทั้ง 2 ชนิดในเวลาและอุณหภูมิที่พอเหมาะ น้ำตาลแลคโตสในนมวัวจะถูกย่อยสลายหมดไป กลายเป็นกรดแฟตตี้ที่มีโมเลกุลสั้น คือ Acetic, Butyric และ Propionic acid กรดแฟตตี้ทั้ง 3 นี้ ทำให้นมมีรสเปรี้ยว ในขั้นตอนสุดท้ายมีการเติมน้ำตาลทรายลงไปเพื่อปรุงรสชาติให้ชวนดื่ม ก่อนที่จะนำออกมาจำหน่าย นมเปรี้ยวเหล่านี้จึงมีแบคทีเรียทั้ง 2 ชนิดนี้จำนวนมาก โดยไม่มีน้ำตาลแลคโตสหลงเหลืออยู่ จึงแก้ไขปัญหาคนที่ดื่มนมวัวแล้วท้องเสียได้ เนื่องจากปัญหาการที่ไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมได้ และเนื่องจากมีแบคทีเรียทั้ง 2 ชนิดที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงต้องเก็บไว้ในตู้เย็น ให้มีอุณหภูมิใกล้ 4 องศา เพื่อไม่ให้แบคทีเรียนี้มีการหมักน้ำตาลอีกต่อไป เวลาจำหน่ายจึงต้องเก็บไว้ในตู้เย็นตลอดเวลา ประโยชน์ที่จะได้จากการดื่มนมเปรี้ยวก็คือการได้รับแบคทีเรียชนิดดีทั้ง 2 ชนิดเข้าไปในลำไส้ โดยมีการศึกษาที่พบว่า Lactobacilli จะช่วยกำจัดแบคทีเรียชนิดร้ายที่อาจจะเจริญเติบโตในลำไส้และทำให้เกิดท้องเสียได้ แต่ขณะนี้แบคทีเรียที่ทำให้เกิดท้องเสียชนิดเฉียบพลันหลายชนิดดื้อต่อ Lactobacilli จึงมักจะต้องได้ยาปฏิชีวนะในการรักษาท้องเสีย การดื่มนมเปรี้ยวเพื่อรักษาโรคท้องร่วงจากเชื้อแบคทีเรียจึงอาจจะไม่สามารถควบคุมเชื้อแบคทีเรียได้ อย่างไรก็ตามการดื่มนมเปรี้ยวเป็นประจำอาจจะช่วยป้องกันลำไส้ไม่ให้ท้องเสียได้ ในกรณีที่รับประทานอาหารที่อาจมีแบคทีเรียชนิดร้ายปะปนเข้าไปในอาหาร สำหรับกลไกที่นมเปรี้ยวช่วยแก้ไขท้องผูกนั้นเชื่อว่า การมีแบคทีเรียชนิดนี้จำนวนมากจะช่วยทำให้ลำไส้ใหญ่แข็งแรง มีแรงบีบตัวที่มากขึ้น ช่วยในการผลักดันอุจจาระออกมาง่ายขึ้น นอกจากนั้นแบคทีเรียชนิดดีนี้จะช่วยย่อยกากใยในอาหาร ทำให้เกิดกรดแฟตตี้โมเลกุลสั้นจำนวนมากมาย ซึ่งเป็นอาหารของเซลล์ต่าง ๆ ในลำไส้ใหญ่ และเกิดน้ำและก๊าซทำให้อุจจาระนุ่ม ไม่เกาะตัวแน่นจนแข็งเป็นก้อนใหญ่ อุจจาระที่นุ่มนี้จึงทำให้ถ่ายได้ง่าย แต่คนที่มีอาการท้องผูกที่เป็นมานานและมีอุจจาระที่แข็งและก้อนใหญ่มาก หรือแข็งจนเป็นเม็ดกระสุนอาจจะตอบสนองไม่มีดีต่อนมเปรี้ยว จึงควรได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย สิ่งที่ได้จากการดื่มนมเปรี้ยวถัดมาก็คือ การได้แคลเซียมจากนมวัวที่นำมาทำนมเปรี้ยว แต่เนื่องจากนมเปรี้ยวนี้มีราคาแพงกว่านมวัวพร้อมดื่มทั่วไปเกือบ 3 เท่าตัว เมื่อเปรียบเทียบในปริมาณน้ำนมที่เท่ากัน จึงไม่แนะนำให้ดื่มนมเปรี้ยวเพื่อหวังจะได้รับแคลเซียมเพียงอย่างเดียว น้ำตาลทรายในนมเปรี้ยวนี้มีส่วนที่ทำให้ฟันผุได้ง่าย ดังนั้นเมื่อดื่มนมเปรี้ยวทุกครั้งก็ควรจะบ้วนปาก เพื่อกำจัดคราบน้ำตาลในนมที่อาจเกาะติดที่ฟันได้ ในกรณีที่ดื่มนมเปรี้ยวแล้วเข้านอน ก็ควรได้รับการแปรงฟันทุกครั้ง ยังมีนมเปรี้ยวที่ผสมผลไม้ชนิดต่าง ๆ และทำให้เป็นครีมเข้มข้น จึงควรอ่านฉลากข้างขวดว่า ให้พลังงานเท่าใดด้วย เพราะถ้ารับประทานมากเกินไปก็อาจทำให้เป็นโรคอ้วนได้ ถ้าแยกดื่มเป็นนมวัวธรรมดา และรับประทานผลไม้เป็นประจำก็จะประหยัดเงินกว่ามาก และสุดท้าย มีนมเปรี้ยวที่บรรจุในกล่องยูเอชทีโดยไม่ได้แช่ตู้เย็น นมเปรี้ยวชนิดนี้จะไม่มีแบคทีเรียที่มีชีวิตทั้ง 2 ชนิดนี้ จึงมีแต่น้ำนมที่ไม่มีน้ำตาลแลคโตส แต่มีน้ำตาลทรายและกรดแฟตตี้ชนิดโมเลกุลดังที่ได้กล่าวมา จึงให้คุณค่าคล้ายน้ำนมวัวธรรมดาแต่จะแพงกว่าการดื่มนมวัว จึงควรพิจารณาความคุ้มค่าทางด้านโภชนาการกับจำนวนเงินที่ต้องจ่ายไป สุดท้ายนี้ขอเตือนให้จำว่า การดื่มนมนั้นเมื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียมและแร่ธาตุอื่น ๆ เป็นหลัก แต่ที่ได้นอกเหนือจากนั้นก็คือ การได้รับโปรตีนและพลังงานที่มากพอสมควร โดยปกตินม 1 แก้ว จะให้พลังงานเกือบ 12% และ 10% ของความต้องการพลังงานใน 1 วัน ในหญิงและชายตามลำดับ ถ้าไม่อยากให้ได้รับพลังงานมากเกินไป ก็ควรดื่มนมขาดมันเนย และเมื่อจะดื่มนมเปรี้ยว เราก็คาดหวังจะได้รับแบคทีเรียชนิดดีทั้ง 2 ชนิดดังที่ได้กล่าวมา จึงควรดื่มเพียงชั่วคราว โดยเฉพาะควรดื่มหลังจากการได้กินยาปฏิชีวนะในการรักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ เมื่อดื่มนมเปรี้ยวได้สักระยะ ภายในลำไส้ใหญ่ก็จะมีแบคทีเรียชนิดดีนี้จำนวนมาก ก็ควรจะเลี้ยงแบคทีเรียนี้อย่างต่อเนื่องด้วยการรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำทุก ๆ วัน โดยไม่จำเป็นต้องดื่มนมเปรี้ยวอีกต่อไป.
งานวิจัยเพื่อค้นหาวิธีการ "บำรุงสมอง" ยังมีเผยแพร่ออกสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่องครับ

งานเด่นๆ ที่ผ่านมาก็เช่น ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ที่บอกว่า

การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะนั้นส่งผลดีต่อสมอง

เพราะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองดีขึ้น

เมื่อสมองแข็งแรง "ความจำ" ก็แม่นยำ ปิ๊งปั๊งตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ

นอก จากนั้น ในวงการแพทย์ปัจจุบันก็ยอมรับกันว่า การรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัว "โอเมก้า 3" ซึ่งพบมากในน้ำมันปลาและเนื้อปลาทะเล ก็มีส่วนช่วยบำรุงสมอง บำรุงความจำ เช่นกัน

มาวันนี้ นักวิจัยมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เมโทรโพลิแทน ประเทศอังกฤษ เสนอข้อมูลใหม่ ว่า

วิธีพัฒนา-ฟื้นฟูความจำของสมองมนุษย์แบบง่ายๆ ทำได้ด้วยการค่อยๆ กรอก "ลูกตา" จากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งเท่านั้นเอง!

เคล็ดลับการกรอกลูกตาที่ว่านี้ ต้องทำในแนวนอน

เช่น กรอกตามองจากฝั่งซ้าย มาตรงกลาง แล้วไปทางขวา หรือไม่ก็ทำในทิศทางสลับกัน

แต่ต้องกรอกตา หรือ ทำต่อเนื่องเพียง 30 วินาทีต่อวัน

ดร.แอนดรูว์ ปาร์กเกอร์ นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญระบบประสาท ผู้นำการวิจัย กล่าวว่า

การฝึกกรอกตาไปมาแบบนี้จะช่วยให้ "สมองทั้ง 2 ซีก" ของคนเราทำงานตอบสนองกันดียิ่งขึ้น

เมื่อทำบ่อยๆ จึงเหมือนกับเป็นการ "ออกกำลังกายสมอง" ไปในตัว ทำให้สมองของผู้ฝึกมีความจำดีกว่าเดิม 10 เปอร์เซ็นต์!

ดร. แอนดรูว์ ได้ข้อสรุปเบื้องต้นดังกล่าวจากการทดลองแบ่งนักศึกษา 102 ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกให้ฝึกกรอกตาซ้ายขวา, กลุ่มที่สองกรอกตาขึ้นลง และกลุ่มที่สามไม่ต้องฝึกอะไรเลย

ผลพบว่า กลุ่มแรกจดจำเสียงคำพูด 300 คำที่นักวิจัยเปิดเทปให้ฟังได้มากที่สุด

สำหรับ ท่านผู้อ่านที่อยากทดลองทำก็ลองดูได้นะครับ แต่แนะนำว่าอย่าไปฝึกเวลานั่งรถราที่มันเขย่าๆ เดี๋ยวจะตาลาย-ปวดตาจนอาเจียนพุ่งปรู๊ดกันไปเสียก่อน!

ข่าวสด หน้า 24
หมุนก่อนโลก

วิทยา ผาสุก http://futurethai.blogspot.com


image
 
พฤติกรรมอดอาหาร และหลบเลี่ยงแสงแดดตลอดเวลา กลายเป็นสาเหตุหนึ่งของการขาดสารอาหาร โดยเฉพาะแร่ธาตุแคลเซียม จนอาจทำให้คุณผู้หญิงป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนตั้งแต่อายุยังไม่มาก

ออกกำลังกาย

แพทย์หญิงสุขจันทร์ พงษ์ประไพ ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน 600 พลัส ต้านภัยกระดูกพรุน ซึ่งมูลนิธิฯ ร่วมกับบริษัทไวเอท คอนซูเมอร์ เฮลธ์แคร์ จัดขึ้นว่า แฟชั่นลดความอ้วน ด้วยการอดอาหารจนมีร่างกายผอมเกินไปทำให้ผู้หญิงไทยเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนยิ่งขึ้น โดยมีการศึกษาพบว่าผู้ที่มีดัชนีมวลกายต่ำกว่า 20 เสี่ยงต่อการมีกระดูกบางและพรุนอย่างรวดเร็วเมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา อีกทั้งคนไทยยังมีนิสัยหลบเลี่ยงแสงแดดทำให้ร้อยละ 80 ของสตรีไทยวัยหมดประจำเดือนขาดวิตามินดี ซึ่งช่วยในกระบวนการดูดซึมแคลเซียมอีกด้วย แคลเซียมถือเป็นแร่ธาตุสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก โดยร่างกายของคนเราควรได้รับแคลเซียมในปริมาณ 1,000 มิลลิกรัมโดยเฉลี่ย แต่พบว่าคนไทยส่วนใหญ่ได้รับแคลเซียมเพียงวันละ 300-400 มิลลิกรัมเท่านั้น ซ้ำร้ายพฤติกรรมหลบเลี่ยงแสดงแดดตลา เพราะกลัวผิวจะไม่ขาวเหมือนสมัยนิยม ร่างกายจึงไม่ได้รับวิตามินดีจากแหล่งธรรมชาติ ซึ่งวิตามินดีมีบทบาทสำคัญในกระบวนการดูดซึมแคลเซียม จึงทำให้คนไทยมีแนวโน้มป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนสูงขึ้น

ออกกำลังกาย

ดังนั้นเพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน จึงควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมอย่างเพียงพอ เช่น ผลิตภัณฑ์จากนม ผักใบเขียว ปลาตัวเล็ก ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม สำหรับผู้ที่มีปัญหาในการรับประทานนม เช่นทานแล้วท้องเสีย ท้องอืด ซึ่งพบมากในวัยผู้ใหญ่ควรรับประทานผลิตภัณฑ์แคลเซียมเสริมเพื่อทดแทนแคลเซียมที่ขาดหายไปในแต่ละวัน แพทย์หญิง สุขจันทร์กล่าว สำหรับวิธีการเลือกแคลเซียมในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ให้ปริมาณแคลเซียมต่อเม็ดเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายคือประมาณ 600 มิลลิกรัม ทั้งนี้ต้องไม่ผลิตจากแหล่งธรรมชาติเพราอาจปนเปื้อนเชื้อโรค รวมทั้งต้องไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล เกลือ และแลคโตส ทำให้ผู้ป่วยโรคเหวาน ความดันโลหิตสูง รวมถึงผู้ที่แพ้นมหรือไม่สามารถย่อยแลคโตสในน้ำนมได้ สามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย และที่สำคัญไม่แพ้กันคือองผ่านกระบวนการผลิตที่เคร่งครัด มีการตรวจสอบการแตกตัวและการดูดซึมที่ได้มาตรฐาน ซึ่งผู้บริโภคอาจสังเกตจากตรารับรองมาตรฐาน USP (United State Pharmacopeia) ในส่วนของการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกนั้น ปัจจุบันได้มีการพัฒนารูปแบบการออกกำลังกายที่เรียกว่า เฟล็กเซอร์ไซส์ (Flexecise) ขึ้นมาโดยความร่วมมือจากบริษัทไวเอท คอนซูเมอร์ เฮลธ์แคร์ และทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์การกีฬาจากทั่วภูมิภาคเอเชีย เฟล็กเซอร์ไซส์ เป็นท่าการออกกำลังกายที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย โดยผู้ปฏิบัติสามารถจดจำไปปฏิบัติหรือปรับเปลี่ยนให้ยากขึ้นได้ด้วยตนเอง ใช้พื้นที่น้อย ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.mthai.flexercise600plus.com หรือหมายเลขโทรศัพท์ 0-2686-7888